งานเดิมสวมด้วย OM ผลที่ได้คือ แผนที่แห่งความชัดเจนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชน โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง PDF พิมพ์ อีเมล

งานเดิมสวมด้วย OM
ผลที่ได้คือ แผนที่แห่งความชัดเจนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชน
โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง

ดาวน์โหลดเอกสารโครงการ pdf_icon


โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง ภายใต้ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง ดำเนินการสร้างเสริมศักยภาพของแกนนำชุมชน และชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชุมชนของตนเองแบบบูรณาการ เพื่อก้าวไปสู่ตำบลสุขภาวะ โดยดำเนินการใน ๒๐ ตำบล ครอบคลุมพื้นที่ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

 

งานเดิมสวมด้วย OM

lowernort_pechabun_html_m21768fc2

 

คุณเกรียงไกร ปานสีทอง ผู้ประสานงาน โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง และคณะ จำนวน ๓ คน ได้เข้าร่วม Workshop OM Planning ที่ สสส. จัดขึ้น โดยมี สคส. เป็นผู้จัดกระบวนการให้

lowernort_pechabun_html_250de17a

เมื่อได้เรียนรู้และมีความเข้าใจในหลักการแนวคิดของ OM แล้ว คุณเกรียงไกร จึงได้นำหลักการแนวคิดของ OM ไปบอกกล่าวให้ทีมงานในสำนักงาน ได้รู้จัก เรียนรู้ และทำความเข้าใจ OM ด้วยการทดลองพัฒนาโครงการ และเขียนแผนการดำเนินงานด้วยเครื่องมือ OM ในโครงการที่รับผิดชอบอยู่ร่วมกัน  โดยแต่ละพื้นที่ต่างทำแผนของพื้นที่ตนเอง แล้วจึงนำมาปรับรวมเป็นภาพใหญ่ของโครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งพื้นที่ไหนก็สามารถนำแผนนี้ไปปรับใช้ได้ในทันที

ต่อมา ทาง สสส. สำนัก ๓ ได้จัดประชุมภาคีเครือข่ายของสำนัก ๓ ให้มาร่วมทำแผนด้วยเครื่องมือ OM ทางโครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง จึงได้เข้าร่วมเวที OM อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ มีแผนงาน/โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินจาก สสส. สำนัก ๓ หลากหลายโครงการ ได้มาเข้าร่วมทำแผนด้วยเครื่องมือ OM โดยมีคุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน เป็นวิทยากร

 

คุณเกรียงไกร ได้แจ้งกับทาง สสส. ว่า โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดทำแผนด้วย OM มาแล้ว ทาง สสส. สำนัก ๓ จึงขอให้แผนการดำเนินงานของโครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง เป็นตัวอย่างให้กับแผนงาน/โครงการอื่นๆ ได้เรียนรู้


เดินงานด้วยแผน OM ผลที่ได้คือ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน

 

“ส่วนใหญ่ที่นำแผนการดำเนินงานด้วยเครื่องมือ OM ไปใช้ในพื้นที่มากที่สุดก็จะเป็นพื้นที่ของผม  คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขเรื่องของโครงการอื่นๆ  ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่พื้นที่ของผมไม่มีโครงการอื่นๆ ทับซ้อน เลยทำให้เดินตามแผน OM ได้เต็มที่ โดยผลของการพัฒนาโครงการฯ ที่นำมาเขียนขึ้นใหม่ตามหลักการของ OM แล้ว ก็พบว่า สามารถนำเนื้องานที่ได้ดำเนินการมาสวมกับเครื่องมือ OM ได้อย่างพอดี  ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย หรือการดำเนินงานต่างๆ รวมทั้งมีการเพิ่มเติมตัวชี้วัดเข้าไปด้วย

เมื่อเขียนแผนการดำเนินงานด้วย OM ทำให้เราชัดเจนมากในเรื่องของภาคีหลักที่เราจะเข้าไปทำงานด้วย โดยเราเลือกที่จะทำงานกับชาวบ้าน มองว่า ชาวบ้านคือ ภาคีหลักของเรา เพราะเชื่อว่า ชาวบ้านเป็นกลุ่มที่ไม่เปลี่ยนไปตามวาระ เหมือนส่วนอื่นๆ เช่น นายกฯ อบต. มากี่คน เปลี่ยนไปกี่คนแล้วแต่ชาวบ้านอยู่ในชุมชนตลอด เราจึงเลือกว่า ชาวบ้านคือภาคีหลักของโครงการ

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์  ในช่วงแรก ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันกับชาวบ้านก่อน ช่วยกันกำหนดเป้าหมายที่ชาวบ้านอยากเห็น หรืออยากจะไปให้ถึง  

เมื่อชาวบ้านเข้าใจ เห็นเป้าหมายร่วมกันแล้ว เขาก็จะเดินงานของเขาเอง ชาวบ้านจะคิดกลยุทธ์ของเขาเอง เราแค่คอยสนับสนุนว่าเขาจะทำอะไร อย่างไร แต่เราจะไม่บอกว่า เขาต้องทำอะไร ต้องทำแบบไหน เราจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ให้กับชาวบ้าน สร้างกระบวนการหรือกลไกให้เขามาพูดคุยกัน แต่สิ่งที่ย้ำเสมอคือ ชาวบ้านจะต้องดำเนินการเอง เป็นคนดำเนินการหลัก ไม่ใช่เรา  เราแค่ ช่วยให้เขาคิดออกมาให้ได้ว่า เขาต้องทำอะไร 

ตัวอย่างเช่น เป้าหมายรายทางในระดับแรก คือ ต้องการให้แกนนำชาวบ้าน สามารถเข้าใจปัญหา ทุกข์ของตนเองได้  เราก็จะนำสิ่งที่เป็นเป้าหมายนี้ มาแตกเป็นแผนการดำเนินงาน อาทิ การสร้างกระบวนการความคิดให้กับชาวบ้าน โดยการเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านเขาก็มีฝันของเขา มีกลยุทธ์ของเขาอยู่แล้ว บางทีเราก็คิดไม่ถึง เพราะจริงๆ แล้ว ชาวบ้านเขาคิดไปมากกว่าที่เราคิดเสียอีก กว่าจะได้ขั้น Expect to see ไปสู่  Like to see และถึง  Love to see  มันทำให้เราเข้าใจการทำงานกับชาวบ้านมากยิ่งขึ้น

lowernort_pechabun_html_31d32348   lowernort_pechabun_html_m62008a67

 

หลังจากนั้น เมื่อเราสร้างกระบวนการหรือกลไกการพูดคุยทำความเข้าให้กับชาวบ้าน แล้วเราก็มาดูตามแผนดำเนินงานว่า ตำบลไหน ชุมชนไหน ที่ดำเนินการไปได้ตาม Progress Marker แล้วบ้าง เดินกันไปถึงขั้นไหนแล้ว ตำบลไหน ชุมชนไหน ยังไม่ได้ถึงไหน เราก็ต้องลงไปกระตุ้น ส่งเสริม เข้าไปช่วยหนุน  ต้องเพิ่มเติมเรื่องอะไรหรือกลไกอะไรให้กับแกนนำ  เพื่อที่เขาจะเดินต่อไปได้ คือ ต้องมองว่า อะไรที่นำไปสู่วิสัยทัศน์ของชุมชนได้ เราต้องเอามาใช้เป็นเครื่องมือให้หมด เราพยายามให้ชาวบ้านนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ประโยชน์กับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการไปให้ถึงให้ได้

โดยในการดำเนินงาน เราจะใช้ทุนของเรา ร่วมกับทุนของชาวบ้านเอง เป็นตัวขับเคลื่อนงาน ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ก็เข้ามาเป็นภาคียุทธศาสตร์  เช่น กศน. อบต. องค์กรเอกชน เครือข่ายองค์กรชุมชนคนเพชรบูรณ์ เป็นต้น เพราะเราไม่สามารถไปเปลี่ยนพฤติกรรมของหน่วยงานเหล่านั้นได้ 

ส่วนเรื่องกลยุทธ์ในการดำเนินงาน เราจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และพื้นที่ ซึ่งกำหนดชัดเจนไม่ได้ แต่จะต้องดูว่า ภาคีหลักจะทำอะไร จะเดินอย่างไร ซึ่งกำหนดก่อนไม่ได้  

กลยุทธ์ที่เราใช้คือ การผลักดันส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ให้เขาสามารถจัดการตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากร เรื่องสุขภาพ และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น 

OM เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้กลับมามองตัวเราเองว่า เรามีบทบาทอะไร เราเข้ามาทำอะไรเป็นอันดับแรกเลย ส่วนข้อที่สอง ทำให้เรามองเห็นภาพงานและเข้าใจงานทั้งหมด เช่น ภาคีหลัก ทำให้เราเข้าใจแกนนำชาวบ้านมากขึ้น รู้ว่า เราต้องทำงานกับใคร ทำงานอย่างไรกับเขา  

จากเดิมที่เมื่อก่อนเราจะทำงานกับคนทุกกลุ่ม ทำมั่วไปหมด ทำกับคนหลายกลุ่ม เรียกมาประชุมหมดทุกคนทุกกลุ่ม แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่า เราทำงานโดยตรงกับใคร  

OM ทำให้เราได้ศึกษาภาคีหลักมากขึ้น แยกแยะบทบาทกับภาคีแต่ละกลุ่มได้ว่า ภาคีหลักคือใคร เราต้องทำอะไรกับเขา ส่วนภาคีอื่นๆ เราต้องทำอะไรกับเขา หรือเขาจะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างไร ตรงนี้ชัดเจนมากขึ้น

ที่สำคัญ OM ทำให้เรามองทั้งวิสัยทัศน์ หรืองานของเรา กับวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายของควบคู่กันไป  เป้าหมายของเรา คือ ชุมชน เราก็ต้องทำงานกับพื้นที่มากกว่า โดยเอาเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ของชุมชนเป็นที่ตั้ง

เมื่อก่อนเราจะมองเป้าหมายของโครงการเราเป็นหลัก มองงานของเราเป็นใหญ่ เราจะต้องเป็นเจ้าภาพ แต่จริงๆ แล้ว โครงการของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นเครื่องมือหนึ่งของชาวบ้านเท่านั้นเอง  

ยกตัวอย่างเช่น หาก กศน. เรียกประชุมกับชาวบ้าน เราก็เข้าไปร่วมด้วยได้ หน่วยงานไหนจัดกิจกรรม หรือทำอะไร เราก็เข้าไปทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แล้วแย่งชิงชาวบ้านให้มาทำเฉพาะงานของเราเท่านั้น

เรารู้สึกว่า เราเล็กลง แต่กว้างขึ้น ใจกว้างมากขึ้น ใครจะเข้ามาก็ได้ มาทำงานร่วมกันได้  จะใช้ชื่อใครหรือหน่วยงานไหนก็ได้ ที่จะช่วยกันทำให้ชาวบ้านไปสู่เป้าหมายได้


lowernort_pechabun_html_m3e10a29e   lowernort_pechabun_html_5c6b3a05

 

คุณค่าของ OM คือ แผนที่การเดินงานที่ชัดเจน

 

“เท่าที่ได้ลองนำแผนการดำเนินงานที่เขียนด้วยเครื่องมือ OM ก็พบข้อดีหรือข้อเด่นของ OM อยู่พอสมควร

OM ช่วยในเรื่องของการบอกทิศทางการเดิน แต่ละก้าวให้ชัดกว่าเดิม ให้กลับไปสู่เป้าหมายที่วางไว้  คือ ต่อไปถ้าจะชี้เป้ากลุ่มคนหลักๆ ก็จะไปที่ชุมชน ไปที่ชาวบ้าน แต่ถ้าจะไปที่กลุ่มเป้าหมายที่แกนนำ หรือจะไปที่ อบต. หรือจะไปที่ อสม. ก็ต้องตีให้แคบลง ทำให้เรามองภาพว่า ต้องมองกลุ่มเป้าหมายให้ชัด

สมมติเราตั้งเป้าว่า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน คือคนที่เราจะไปทำงานด้วย ถ้าเราทำกับกลุ่มนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ หรือหมดวาระ ทำให้งานของเราชะงักไปด้วย

เมื่อเราวิเคราะห์ปัญหาตรงนี้ได้ เราก็เลยต้องมาตั้งเป้าใหม่ว่า เราจะเลือกทำงานกับคนหรือกลุ่มคนที่สามารถเคลื่อนงานได้ตลอด ที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนของโครงการหรืองานได้ ฉะนั้นกลุ่มไหนที่มาเป็นวาระ อยู่ตามตำแหน่ง ไม่เกิดความยั่งยืน เราก็จะผลักให้เขาเป็นภาคียุทธศาสตร์แทน

คนที่จะทำงานเพื่อสุขภาวะของชุมชนจะต้องเคลียร์ตัวเอง ต้องเคลียร์ให้ได้ว่า เขาเป็นใครด้วย  คนในพื้นที่ต้องเคลียร์ให้ดี โดยเอาตำบลของเขาเองเป็นที่ตั้ง เขาต้องไม่มองว่า เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. หรือเป็นข้าราชการ แต่เขาเป็นชาวบ้านที่อยากเห็นชุมชนของเขาเองมีสุขภาวะที่ดี เขาก็สามารถเข้าร่วมในโครงการได้เลย ตรงนี้จะทำให้กลไกของเราเกิดความยั่งยืน

OM เข้ามาช่วยเสริมให้เรามองการติดตามก้าวหน้าของภาคีหลักที่ชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับขั้นชัดเจน การดำเนินงานของเราก็มีทิศทางที่ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทำงานได้ง่ายและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ถ้าหน่วยงานต่างๆ ได้รู้จัก OM เขาจะได้มองงานได้ทะลุเหมือนกับที่เรามอง คือ มองไปที่เป้าหมายของภาคีหลักหรือชาวบ้านเป็นหลัก ไม่ใช่มองที่เป้าของหน่วยงานหรือโครงการเป็นหลัก

จากการที่ได้ทดลองนำหลักการแนวคิดของ OM มาปรับใช้กับงานในพื้นที่ทำอยู่ พบว่า จริงๆ แล้วการจะนำ OM มาใช้ ก็ควรจะใช้ให้ครบทุกขั้นตอน จึงจะเห็นผลที่ชัดเจนที่สุด และเกิดความยั่งยืนได้จริงๆ แต่สำหรับขั้นตอนกลยุทธ์กับการหนุนเสริมขององค์กร ควรเขียนไว้เพียงหลวมๆ  เพราะเวลาดำเนินการจริงๆ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

และหากจะให้เกิดการแพร่หลายของ OM จำเป็นจะต้องมีคู่มือให้ผู้ที่สนใจ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ ได้นำไปใช้งานต่อได้ง่าย อาจจะเป็นคู่มือการฝึกอบรม OM หรือคู่มือการวางแผนแบบ OM ที่สามารถทำตามแต่ละขั้นตอนได้ง่าย หรืออาจจะลองพัฒนาโครงการขึ้นมา โดยใช้ OM เป็นตัวเดิน เลือกสักหนึ่งหมู่บ้านหรือหนึ่งตำบล เชิญแกนนำ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้หมดเลย  มาช่วยกันวางแผนด้วย OM และดำเนินการตามแผน ทำเป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานตามแผนแบบ OM จริงๆ ไปเลย หากได้ผลดี คิดว่า หลายๆ พื้นที่ ย่อมต้องเห็นประโยชน์ และนำ OM มาใช้เป็นแผนที่ในการเดินงานของชุมชนบ้างอย่างแน่นอน”

 

โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง ได้นำแนวคิดหลักการของ OM มาเป็นกรอบในการทำงานบนเนื้องานเดิมที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งเครื่องมือ OM ช่วยทำให้ผู้ที่ทำโครงการพัฒนาชุมชน ได้มีแผนที่ในการขับเคลื่อนการทำงานกับชุมชนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ผลที่ได้ คือ การไต่ไปสู่เป้าหมายของชุมชน  โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชนอย่างแท้จริง

 

โครงการสร้างเสริมตำบลสุขภาวะแบบบูรณาการภาคเหนือตอนล่าง

ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง

๑๓๖/๒๑ ถนนศรีถมอรัตน์ ตำบลในเมือง

อำเภอเมืองฯ  จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐


 
เป็นแฟน สคส.
ติดตาม
คลิ๊ปวีดีโอ