|
หลังกลับจากศึกษาดูงานเมื่อวันที่ 3 – 4 มีนาคม 2553 อาจารย์ประกาย วิบูลย์วิภา รองผอ.ฯ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี บอกว่า อยากทำนา เพราะ ไปเห็นวิธีการทำนาที่โรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรีสนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยเล่าว่าโรงเรียนชาวนานี้เป็นมูลนิธิตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำนาของ ชาวนาไทย ผู้ก่อตั้งคิดว่าวิธีการทำนาในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก มีการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสียหาย ชาวนาเสี่ยงต่อการมีสารสารพิษปนเปื้อนในกระแสเลือด แถมอาชีพชาวนายังเป็นอาชีพที่ยากจนตลอดกาล ต้องกู้เงินซื้อพันธ์ข้าว ซื้อปุ๋ย พอทำนาเสร็จเงินที่ได้จากการขายข้าวก็นำไปใช้หนี้จนหมด ชีวิตเป็นแบบนี้วนเวียนปีแล้วปีเล่า ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก แต่เมื่อมาทำนาแบบปลอดสารพิษ ซึ่งชาวนาทั่วไปเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ แต่โรงเรียนชาวนาแนะวิธีทำให้สามารถทำได้ ทำนาโดยใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ก่อนที่จะใช้ยาฆ่าแมลงชาวนาก็มาร่วมกันศึกษาว่าแมลงประเภทไหนที่เป็นแบบดี ไม่ดี ถ้าช่วงไหนมีแมลงแบบดีก็ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ถึงแม้ผลผลิตข้าวที่เกิดจากการทำนาปลอดสารพิษแบบนี้ใกล้เคียงกับการใช้ปุ๋ย เคมีและการใช้ยาฆ่าแมลง แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยกับการหมุนเวียนใส่ปุ๋ยเคมี หรือ ฉีดยาฆ่าแมลง
อีก แห่งหนึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วน hard disk บริษัทแห่งนี้พนักงานมีไอเดียสุดเจ๋งมากมาย เช่น วิธีแก้ไขปัญหาการติดชิ้นส่วนเล็ก ๆ หรือ วิธีทดสอบการปนเปื้อนของปริมาณเกลือในแผ่นชิพ ทั้งหมดนี้เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากกระบวนการจัดการ KM ขององค์กรโดยพนักงานไม่รู้ตัว
อาจารย์ ประกายบอกว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูงานทั้ง 2 แห่ง คือ เห็นว่าผู้บริหารให้ความสำคัญกับคน หรือ พนักงานมากโดยเฉพาะคนหน้างาน “ คนหน้างาน หรือ คนแต่ละอาชีพต้อง identify ปัญหาของเขาเอง แล้วพยายามหาช่องทางในการแก้ไขปัญหา นำช่องทางนั้นมาทดลองทำเมื่อได้ผลแล้วก็เอามาแชร์กันให้ทุกคนนำไปปรับใช้ ”
สุดท้ายอาจารย์ประกายประทับใจในคำพูดของผู้บริหารของสถานที่ศึกษาดูงาน ได้แก่
…….อยากให้ที่ทำงานเป็นบ้านแห่งที่สองของพนักงาน เพราะจะทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข…….
…….ผู้บริหารต้องฝึกจับถูกมากกว่าจับผิด เพราะการจับถูกทำให้คนรู้สึกมีคุณค่า……
…….การทำในสิ่งที่เรารักทำให้มีอิสระ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ทำ จะทำให้มีความสุข……
2 ประโยคหลังโดนใจดิฉันมาก เขาว่าแต่ละวันคนเรามีเรื่องคิดอยู่มากมาย เฉลี่ยวันละประมาณ 60,000 เรื่อง ส่วนใหญ่จะคิดแต่เรื่องร้าย ๆ หรือ คิด negativeทั้งนั้น (เราอาจจะไม่รู้ตัวเอง) ดังนั้น คนเราควรจะฝึกคิดจับถูกมากกว่าคิดจับผิด การคิดดีจะทำตัวเองให้มีความสุข เมื่อมีความสุขแล้วก็มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถริเริ่มนวัตกรรมในงานต่าง ๆ ได้ สำหรับเรื่องไม่ดีเราไม่ต้องไปฝึกเพราะสมองมันจะ default ให้เองโดยอัตโนมัติ 
ที่มา. นางสาวประยูรศรี สายพิมพ์ จาก Intranet KM สปสช.
|