บทเรียนแรกของเหล่าฟาฝึกหัด (ป้ายแดง) ในงานฮักแพงที่อุบลฯ 20 เม.ย 53
เขียนโดย คุณวงกลม   

            ความรู้สึก เมื่อต้องไปทำหน้าที่ฟาในงานฮักแพงแบ่งปันฯอุบลราชธานี  วิตกกังวล  ไม่มั่นใจ เครียดสุด ๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีจากกรอบและโจทย์ที่ผู้บริหารมอบให้

                เริ่มด้วย การสร้างเหล่าทีมฟาจากแต่ละเขต โดยสุมหัวช่วยกันคิดวางแผนในช่วงที่อบรมฟา KM ครั้งที่ 1 ที่โรงแร มอมารีแอร์พอร์ต  ครูอ้อมให้คำแนะนำทำให้ได้ร่างแบบ กระบวนการสุนทรียะสนทนา  “ความสุขความทุกข์ในองค์กร”   และนำเสนอผู้ บริหารเขตที่เป็นเจ้าภาพทั้ง 2 เขตได้แก่ เขต 9 นครราชสีมา  และเขต  10 อุบลราชธานี

          ใน ขณะเดียวกันการประสานระหว่างทีม facilitator แต่ละเขต เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากระยะเวลาและระยะทางที่เป็นอุปสรรคในการพูด คุย  เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้  เช่น   e-mail  ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนงานเริ่ม

                และแล้ววัน สำคัญก็มาถึง  เช้า 11 โมงทีมฟา เขตนัดเจอกันเพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมด้วยความยาก ลำบากในการเดินทางทำให้เจ้าภาพใจหายใจคว่ำเนื่องจากฟาเขตเดิน ทางมาถึงเพียงเศษหนึ่งส่วนสอง  จึงต้องปรับเปลี่ยน กระบวนท่าโดยจับตัวฟาผู้บริหารท่านหนึ่งที่หลงทางเข้ามา

                กระบวนท่าที่ 1 คือการทำ check in ด้วยการ เรียกสติและสมาธิโดยมหากัง (หัวใจเจ้าภาพจะวายเพราะมาล่าช้า) จากนั้นให้ดู VCD 7  ปี สปสช. ต่อด้วยการเปิดตัวทีมฟาอย่าง ยิ่งใหญ่ ด้วยการเรียกไปแนะนำตัวที่หน้าห้องเสร็จแล้วแบ่งกลุ่มกันไปตามห้องย่อยฟา 2-3  คน/1 ห้อง  โดยมีสมาชิกประมาณ  30  คน

                ในระหว่างเดินเข้าห้องฟามหากังเริ่ม มีความกังวลขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เนื่องจากเป็นงานแรกและไม่ได้เตรียมตัวพร้อมกับทีม

                เหตุการณ์ใน ห้องย่อย ฟาป้ายแดง มองหน้ากันไปมา (ทำไมไม่พูดว้า) เมื่อพูดประโยคแรกได้ คำต่อ ๆ มาก็โผล่ออกมา  เริ่มด้วย BAR และแนะนำ ตัว  ตามด้วยการ ชี้แจงกติกาของสุนทรียสนทนา  และเทคนิคการเรียนรู้ด้วยการฟังอย่างมีสติ

                จากนั้น เริ่มเข้าสู่ประเด็น “ความสุขในสปสช.” ผู้ร่วม กิจกรรมให้ความร่วมมืออย่างดี  ฟาป้ายแดง เริ่มมั่นใจมากขึ้น  กระบวนการทำ หน้าที่ของฟาเริ่ม ลื่นไหลมีการใช้เกมส์ท่องสูตรคูณแม่ 2 (ทำมั้ยมันไม่พลาดเหมือนตูวะ)

                ต่อ ไปเข้าสู่ประเด็น ภาพฝันของสปสช.และบทบาทของเรา โดยใช้เทคนิค world café (ฟาบางคน เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ก็ สามารถดำน้ำไปได้ค่า) พบปัญหาว่าถ้าสมาชิกมีความเห็น ขัดแย้งกันจะช่วยอย่างไร (ปล่อยให้เขาพูดกันเองและคำตอบได้จากการพูดคุยในกลุ่ม)

                กระบวนการ สุดท้ายสำหรับกิจกรรมในวันนี้คือ การทำ  AAR ในกลุ่ม ฟาซึ่งส่วน ใหญ่เห็นว่าประสบความสำเร็จตามความคาดหวังของ ฟามือใหม่  ซึ่งความคาด หวังนั้นก็คือ การมีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกทำจริง  โดยปัจจัยที่ สำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จคือ  ความสามัคคี  ความมุ่งมั่นของเหล่าทีมฟาเขต ก็ยังพบว่าต้องมีการพัฒนาและเรียนรู้กระบวนการจัดการ KM เพิ่ม เติม  ถ้า จะทำ กระบวนการครั้งต่อไป (ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะใช้เรารึป่าว) ทีมฟาของพวกเราเห็นว่าต้องมีการ เตรียมความพร้อมและซักซ้อมความเข้าใจและสร้างความคุ้นเคยกับสมาชิกและเตรียม สื่อให้มีความเหมาะกับวัตถุประสงค์การทำสุนทรียสนทนา (วิดิโอ  7 ปี สปสช.เหมือนสารคดีไม่ปลุกเร้าพลังเพียงพอ)

                สุดท้าย เพื่อเสริมสร้างทักษะและศักยภาพของฟาป้ายแดง  สนใจติดต่อ ได้ใช้บริกรได้คิดราคาไม่แพง

ได้ มีโอกาส นั่งร่วมฟังการสนทนากลุ่มเล็ก หลังจากที่วงใหญ่แยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว มีประเด็นที่ติดใจและคิดว่าเป็น ประโยชน์อยากมาร่วมแบ่งปัน

อ.สุ รพงศ์ ผู้บริหาร NOK ได้เล่าให้ฟังว่า หลายๆ ครั้งลูกน้องมักจะเดินมาปรึกษาพร้อมกับต้องการให้ตัดสินใจ ซึ่ง อ.สุรพงศ์ มักจะถามว่ามีทางเลือกกี่ข้อ เช่น ก ข แล้วจะถามต่ออีกว่า แล้วทางปฏิบัติล่ะกี่ข้อ ลูกน้องมักจะงงและก็บอกว่า ก็ให้เลือกปฏิบัติระหว่าง ก และ ข นี่แหละ อ.สุรพงศ์ขยายความว่า บางครั้งการที่ลูกน้องเดินเข้ามาและมีธงในใจว่าต้อง ไม่ ก ก็ ข นี่แหละ แต่หัวหน้าอาจไม่ตัดสินใจเลือกทั้ง 2 ข้อ หรือ เลือกแบบทั้ง กข ผสมกัน

นั่นเพราะ ทางเลือกมีแค่ 2 ทาง แต่ทางปฏิบัตินั้นมีได้ 4 ทาง (สรุปเป็นสูตรได้ว่า ทางเลือก = n, ทางปฏิบัติ = 2 ยกกำลัง n)

ก) เลือก ก
ข) เลือก ข
ค) ไม่เลือกเลย
ง) เลือก ก+ข

ถ้า ผู้น้อยมีธงปักในใจว่า ต้องเป็น ก หรือ ข แต่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็น ค หรือ ง นั้น ไม่มีทางที่จะตกลงกันได้ผลสำเร็จ ให้ทั้งสองคนวางธงแล้ว แล้วเอาเป้าหมายมาเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยๆ ดูว่าวิธีไหนบ้างที่จะไปสู่เป้าหมายบ้าง

อย่า ตั้งต้น ด้วยวิธี รูปแบบ เพราะจะหลงประเด็นกัน เหมือนต้องมองให้เห็นเป้าหมายบนยอดเขาเดียวกัน ก่อน แต่มัวทะเลาะกันอยู่ตีนเขา ก็ไปไม่ถึงเป้าซะที ดีไม่ดีคุยไปคุยมาอาจจะมองเป้ากันคนละเขาก็ได้ (ย่อหน้านี้เสริมเอง)

แต่ที่สำคัญ คือ ผู้ใหญ่ต้องชี้เป้าให้ชัด (Clarified) ก่อน Commit ไม่เช่นนั้น ถ้า Commit ไปแบบเป้าไม่ชัดทำให้ต้องมา Clearify  ทีหลัง ก็จะ เป็นปัญหา

นอก จากนี้อ.สุรพงศ์ ยังแนะนำวิธีคิดนอกกรอบ เช่น วิธีคิดแบบจับคู่ แบบตรงข้าม แบบใกล้เคียง แบบเหมือน แบบคล้าย ฯลฯ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะคิดอะไรไม่ออก ก็ลองคิดแบบที่อ.แนะนำดู

อีกเรื่องที่ น่าสนใจคือ การบริหารเวลาเหลือ หลายๆ คนมักจะคิดว่าทำอะไรๆ ก็ไม่ทัน จะเอาเวลาที่ไหนมาทำเรื่องใหม่ๆ อ.บอกว่า

ให้ลองลดสิ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องทำลง ให้ทำสิ่งที่เป็นแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้ลดเวลาการทำงานประจำลง จะได้มีเวลาเหลือทำอย่างอื่น

ตัว อาจารย์จะตื่นนอนเช้ามาก ตั้งแต่ตีสี่ ก็จะมีเวลาเหลือมาสวดมนต์ อ่านหนังสือ ช่วงเช้าจะแบ่งเวลาสำหรับการประชุม หรือคิดโครงการ เพราะสมองจะสดชื่นพร้อมที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ช่วงบ่ายสมองล้า ควรจะไปทำงานประจำ ติดตามงาน ที่ไม่ต้องคิดมาก

น่าสนใจอยู่ เพราะสปสช.เราประชุมกันทั้งวัน บ่ายๆ สมองล้าก็ยังตั้งหน้าตั้งตาประชุมกันต่อไป เลยไม่ค่อยได้แนวคิดอะไรสดๆ ใหม่ๆ 

ก็นำมาเรื่อง เล่ามาแบ่งปันอีกเรื่องนะคะ

 

 
เป็นแฟน สคส.
ติดตาม
คลิ๊ปวีดีโอ